สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

สุขภาพกายกับการใช้โทรศัพท์มือถือ

สุขภาพกายกับการใช้โทรศัพท์มือถือ

สุขภาพกายกับการใช้โทรศัพท์มือถือ

 

บทความจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  (11-02-2553) http://www.academic.hcu.ac.th/forum/board_posts.asp?FID=417

 

คำเตือน "ยามนอน อย่าได้นำโทรศัพท์มือถือมากอดไว้แนบกายเสมือนหนึ่งตุ๊กตาแสนรัก หรืออย่าได้วางไว้ใต้หมอนเวลาใช้งานแทนนาฬิกาปลุก พยายามวางให้ห่างตัวไว้ 20-30 ซม. เป็นอย่างน้อย" แม้ไม่ได้ใช้แทนนาฬิกาปลุก แต่ก็มีหนุ่มสาวหลายคนซุกโทรศัพท์มือถือไว้ใต้หมอนบนเตียงนอน ใครจะไปรู้ว่าหวานใจจะโทรมาเมื่อใด ยิ่งหยิบรับได้ไว ยิ่งสื่อบอกความในใจ เป็นการทำคะแนนไปส่วนหนึ่งแล้ว 

 

ทำไมต้องมีคำเตือนอย่างข้างต้น อย่าลืมว่ามีคำถามหนึ่งที่ถูกถามนับหลายร้อยครั้ง โดยผู้ใช้โทรศัพท์มือถือหลายร้อยหลายพันคน แต่ยังไม่เคยได้รับคำตอบที่กระจ่างชัด นั่นก็คือ การใช้โทรศัพท์มือถือนั้น เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ทุกวันนี้ ไม่มีข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถึงผลร้ายที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตจากการใช้โทรศัพท์มือถือ นักวิทยาศาสตร์ทุกคนต่างยอมรับว่า มีผลกระทบอยู่บ้าง โดยสามารถตรวจจับได้ด้วยกระบวนการทางการวิจัยอันทันสมัย 

 

แต่กระนั้นก็ยังไม่มีใครสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำถึงธรรมชาติอันแท้จริงของมัน นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการทดลอง เพื่อประเมินผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือสู่สัตว์ทดลอง และตัวมนุษย์ได้ผลลัพธ์ที่บอกเราให้ทราบเฉพาะในบางเรื่องเท่านั้น ภาพโดยรวมของผลกระทบที่แท้จริง ยังคลุมเครือไม่ชัดเจน

 

การศึกษาหนึ่งที่ทำกันเป็นระยะเวลา 2 ปี ในประเทศฟินแลนด์ โดย Radiation and Nuclear Safety Authority ซึ่งมุ่งเป้าหมายไปที่ผลกระทบของโทรศัพท์มือถือ ที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ ได้ผลสรุปออกมาว่า การได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือ มีผลกระทบบางประการต่อสุขภาพของมนุษย์

 

อย่างไรก็ตาม นับเป็นการยากที่จะสรุปลงไปในตอนนี้ เพราะยังไม่ค่อยมีการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยา ที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์ อันสืบเนื่องจากสาเหตุนี้ ข้อมูลที่ได้เพียงทำให้ทราบว่า มีการตอบสนองทางชีววิทยาบางอย่างเกิดขึ้น ปฏิกิริยาตอบสนองนี้แม้ไม่ได้เป็นปัญหาที่คุกคามชีวิต แต่ก็สร้างความวิตกกังวลให้ไม่น้อย มีกลุ่มนักวิจัยชาวสวีเดนกลุ่มหนึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงกันระหว่างโรคความจำเสื่อมกับการใช้โทรศัพท์มือถือ 

 

นักวิทยาศาสตร์แห่ง Bristol University และ British Queen"s hospital ได้ทำการทดลองภายใต้การนำของ ดร. Alan Preece เพื่อค้นหาผลกระทบระยะสั้นที่โทรศัพท์มือถือ มีต่อสุขภาพ อาสาสมัครที่เข้าร่วมถูกกำหนดงานให้ทำในต่างสภาวะกัน เพื่อตรวจเช็คความสามารถทางปัญญา กลุ่มหนึ่งทำงานอยู่ภายใต้อิทธิพลของคลื่นไมโครเวฟจากเครื่องโทรศัพท์ระบบดิจิทัล อีกกลุ่มหนึ่งจากเครื่องโทรศัพท์ระบบอนาล็อก และกลุ่มสุดท้ายทำงาน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโทรศัพท์มือถือแต่อย่างใด นักวิจัยกลุ่มนี้พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่มีนัยสำคัญเกิดขึ้นกับความจำระยะสั้น หรือทำให้สมาธิน้อยลงหลังได้รับอิทธิพลจากคลื่นนาน 30 นาที ยิ่งไปกว่านั้น การทดสอบทางการเห็นแสดงว่า เวลาที่ใช้ในการตอบสนองของสมองยังลดลงภายใต้อิทธิพลของโทรศัพท์มือถือ 

 

ในปีเดียวกัน MedScape ออกบทความหนึ่งที่ถูกนำเสนอโดยทีมวิจัยชาวสวีเดน การทดลองนี้ใช้ผู้ป่วย 233 คน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาถึงความเป็นไปได้ของ การเกิดเนื้องอกขึ้นในบริเวณของสมอง ที่ได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากเรดิโอโฟนมากที่สุด การวิเคราะห์ทางสถิติแสดงว่า สมองบริเวณนี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นเนื้องอกสูงกว่าส่วนอื่น อย่างไรก็ตาม ความจริงนี้เป็นเพียงแค่สัญญาณเตือนแต่ยังไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่จะฟันธงลงไปได้เลย เพราะมีคนไข้ 12 คนใน 13 คนที่เป็นเนื้องอกชนิดมะเร็ง และไม่ใช่มะเร็งที่ใช้โทรศัพท์ระบบอนาล็อกที่มีการแผ่รังสีสูง 

 

จะเห็นได้ว่าข้อมูลถึงผลกระทบต่อสุขภาพจาก การใช้โทรศัพท์มือถือเท่าที่มีอยู่นี้ ยังไม่ได้ทำให้คำตอบที่ประจักษ์ชัดแต่อย่างใด เราอาจต้องรอฟังผลไปอีก 10 ปีข้างหน้า ต้องรอใช้ไปจนแก่เสียก่อน หรือไม่ก็รอให้ลูกหลานหาคำตอบให้ นักวิชาการว่าอิทธิพลของเทเลคอมมูนิเคชั่นยังเป็นเรื่องใหม่เกินกว่าจะพูดอะไรได้ชัดเจนในตอนนี้ บ้างว่าอาจจะไม่มีผลกระทบอะไรตามมาเลย ระบบภูมิคุ้มกันที่ได้มาแต่กำเนิด ช่วยให้มนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม สรุปได้ว่าทุกวันนี้ ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะทำให้เราทราบได้แน่ชัดว่าการแผ่รังสีของ เครื่องโทรศัพท์มือถือนั้น ปลอดภัยต่อสุขภาพแค่ไหน การขาดข้อเท็จจริงทางวิชาการยังคงสร้างเสียงร่ำเสียงลือกันไปต่างๆ นานา ได้อีกนาน 

 

เสียงที่ได้จากการทำโพลล์แสดงให้เห็นว่า ผู้ใช้มือถือส่วนใหญ่คิดว่า เมื่อเทียบกับแฮนด์ฟรีแล้วตัวเครื่องจะมีอันตรายต่อสุขภาพ แต่พูดลงตัวเครื่องมีความสะดวกกว่ามาก จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้ใช้จึงไม่ค่อยนิยมแฮนด์ฟรีกัน การใช้โทรศัพท์มือถือมีผลร้ายต่อสุขภาพมากน้อยแค่ไหน และจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้น แม้ยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันแต่ก็ควรให้ความระมัดระวังในการใช้ โดยมีคำแนะนำที่ปฏิบัติตามได้ง่ายไม่ยากดังต่อไปนี้ 

 

     - ถ้าเป็นไปได้ให้ใส่ไว้ในกระเป๋าถือหรือย่ามสะพาย ซึ่งคุณผู้หญิง ส่วนใหญ่มักจะทำเช่นนี้อยู่แล้ว ในขณะที่คุณผู้ชายมัก จะเหน็บติดตัว 

 

     - อย่าเอาโทรศัพท์มือถือมากอดนอน พยายามวางไว้ห่างตัวอย่างน้อย 20-30 ซม. เวลาใช้เป็นนาฬิกาปลุก ก็อย่าวางไว้ใต้หมอน

 

     - การใช้ Bluetooth ทำให้เราสามารถวางมือถือห่างตัวได้ถึง 10 เมตร และการแผ่รังสีจาก Bluetooth ต่ำกว่าของตัวโทรศัพท์เอง ถ้าอุปกรณ์นี้มี
       ราคาแพงเกินให้เลือกใช้แฮนด์ฟรีแทน

 

     - ถ้าใช้โทรศัพท์มือถือในรถบ่อย ควรหาซื้อชุดติดตั้งรถยนต์ 

 

     - อย่าพยายามเปิดหน้ากากมือถือทิ้งไว้หรือปิดเสาอากาศ เพราะอาจทำให้เครื่องเสื่อมสภาพหรือ ไปเพิ่มกำลังรับส่งในโหมด standby 

 

     - ใช้เสาอากาศนอกถ้าเป็นไปได้ จะช่วยลดกำลังในการเพิ่มสัญญาณ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการลดผลกระทบลงด้วยเช่นกัน

 

     - ระบบอนาล็อกรุ่นเก่ามีผลกระทบสูงสุดต่อร่างกายมนุษย์ เมื่อเทียบกับระบบดิจิทัลรุ่นใหม่ นึกถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยเวลาเลือกใช้

 

     - ความปลอดภัยของโทรศัพท์ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่เป็นเพราะมีชิ้นส่วนประกอบที่ล้ำหน้ากว่า และทำงานได้ดีในกำลังส่งต่ำ 

 

     - โทรศัพท์ที่มีกำลังสูงจะมีผลสูงสุดต่อร่างกาย บางรุ่นมีกำลังรับที่ดีมาก แต่พอพูดไปได้ 5 นาทีก็รู้สึกว่าหูร้อนแล้ว และนี่เป็นเพียงแค่ผลกระทบภายนอกที่เรารู้สึกได้เองเท่านั้น ส่วนผลกระทบภายในใครจะไปบอกได้ เพียงหวังไว้ว่าในอนาคตคงไม่ต้องเห็นข้อความเตือนว่า การใช้โทรศัพท์มือถือมีอันตรายต่อ สุขภาพเหมือน

 

ดังที่ปรากฏบนซองบุหรี่ เพราะที่ผ่านมา ก็โดนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากันไม่รู้จักเท่าไรแล้ว ...

ล่าสุด สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมหรือ สบท.ยังได้ร่วมกับศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม 13 จังหวัด จัดทำการวิจัยเรื่อง “การสำรวจพฤติกรรมเยาวชนต่อการใช้โทรศัพท์มือถือ” โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง16-18 ปี มีการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 3,997 บาท

 

จากการสำรวจพบว่าเยาวชนส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปี พ่อแม่ผู้ปกครองซื้อให้เพื่อติดต่อสื่อสารกับครอบครัว   โดยใช้ระบบเติมเงินถึงร้อยละ 83.2 จ่ายค่าโทรศัพท์มือถือประมาณเดือนละ 355 บาท ใช้งานเฉลี่ยต่อวันประมาณ 1-5 ครั้ง ระยะเวลาที่โทรคุยอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดประมาณ 1ชั่วโมง 50 นาที  ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือจะเลือกตามความสะดวก รองลงมาคือช่วงเวลาหกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน และร้อยละ 30 เคยมีปัญหากับพ่อ แม่ ผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะใช้โทรศัพท์นานเกินไปและค่าโทรศัพท์ที่สูงเกินไป

 

สำหรับความคิดเห็นของเยาวชนต่อการใช้โทรศัพท์มือถือ พบว่า  ร้อยละ63 จำได้ว่าใช้โทรศัพท์มือถือโปรโมชั่นอะไร  ร้อยละ 50 เปลี่ยนโปรโมชั่นเพราะโปรโมชั่นเดิมหมดเวลา วิธีเลือกโปรโมชั่นจะใช้วิธีศึกษาว่าเมื่อเปลี่ยนแล้วคุ้มค่า หรือประหยัดกว่า   ปัญหาหลักที่พบในการใช้ระบบเติมเงิน คือ ปัญหาวันหมดเงินไม่หมด แต่โทรออกไม่ได้   และปัญหาร้านค้าปลีกตั้งราคาขายบัตรเติมเงินเกินราคาหน้าบัตร ทั้งนี้เยาวชนกว่าร้อยละ 50.9 แก้ปัญหาวันหมดเงินไม่หมด โดยวิธีเติมเงินเพื่อเพิ่มวันใช้งาน และส่วนใหญ่ไม่ทราบด้วยว่า มีกฎหมายห้ามจำกัดวันใช้งานของโทรศัพท์ในระบบเติมเงิน

 

ส่วนความคิดเห็นของเยาวชนต่อการใช้บริการรับข้อมูลข่าวสารผ่านเอสเอ็มเอสหรือเอ็มเอ็มเอส  พบว่า ร้อยละ 65.3 เคยใช้บริการรับข้อมูลข่าวสารผ่านเอสเอ็มเอสหรือเอ็มเอ็มเอส เพื่อรับข่าวเหตุการณ์สำคัญ ร้อยละ 37.1 ใช้ดาวน์โหลดเพลง  ริงโทน   ร้อยละ 28.4 เพื่อรับข่าวบันเทิง  นอกจากนี้ยังพบว่าร้อยละ75.3 เคยได้รับการโฆษณาเชิญชวนให้ทดลองใช้บริการรับข้อมูลข่าวสารผ่านเอสเอ็มเอสหรือเอ็มเอ็มเอส และร้อยละ55.6 เคยเสียค่าบริการรับเอสเอ็มเอสและเอ็มเอ็มเอสข้อมูลข่าวสารโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะไม่ได้ปฏิเสธการใช้บริการ   ร้อยละ 41.1 เคยพบปัญหาเสียเงินแล้วแต่ใช้บริการไม่ได้    ร้อยละ 40.4 เคยพบปัญหาดาวน์โหลดบริการเอสเอ็มเอสหรือเอ็มเอ็มเอสไม่เสร็จแต่ถูกคิดค่าบริการ และร้อยละ 29.9 เห็นว่าการคิดค่าบริการเอสเอ็มเอสและเอ็มเอ็มเอส แพงเกินไป

 

นอกจากนี้ความคิดเห็นเยาวชนด้านความปลอดภัยและการใช้โทรศัพท์มือถือ  พบว่า ร้อยละ 57.7 ต้องการให้เกิดการเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยกับผู้บริโภค   ร้อยละ 52.7 ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกโปรโมชั่นให้คุ้มค่า ร้อยละ 43.2 ต้องการทราบสิทธิของผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้เยาวชนส่วนใหญ่ เห็นว่า  เด็กอายุต่ำกว่า 12 ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

 

ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เยาวชน  ร้อยละ 55.4 เห็นว่า บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมในด้านการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ มือถืออย่างปลอดภัย   ร้อยละ 48.7 เห็นว่าบริษัทผู้ให้บริการไม่ควรโฆษณา หรือกระตุ้นให้เยาวชนใช้โทรศัพท์มือถือเกินความจำเป็น  ร้อยละ 40.5 เห็นว่า บริษัทผู้ให้บริการควรมีระบบจัดเก็บขยะพิษที่เกิดจากโทรศัพท์มือถือ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

 

view